แสดงผลมากว่า 4.5 ล้านครั้ง/เดือน ติดต่อโฆษณา

อันจะกิน วิลล่า บ้านของนักปรุง @เชียงใหม่

  เมื่อ: July 11th, 2017 หมวด บ้านไอเดียแฟมิลี่
จำนวนผู้เข้าชม 53,898 + ครั้ง

บ้านไอเดียแฟมิลี่

เยี่ยมบ้านนักปรุง หอมกรุ่นกลิ่นอาหารเจือดอกไม้

ชื่อบ้านแปลก ๆ ไหม เป็นคำถามปนเสียงหัวเราะจาก คุณกนิษฐกา ลิมังกูร หรือคุณก้อย เจ้าของบ้านใจดีผู้มีฝีมือในการปรุงอาหารระดับเชฟ ที่ถามทีมงานบ้านไอเดียถึงชื่อบ้าน “อันจะกินวิลล่า” คุณก้อยเล่าที่มาของชื่อด้วยน้ำเสียงสดชื่นว่า อันจะกินเป็นชื่อร้านอาหารเดิมของตัวเองที่เคยเปิดอยู่ที่ซอยพิพัฒน์ สีลม คุณอาเป็นคนตั้งชื่อให้ เพราะฟังดูเป็นมงคลเหมือนเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่มีเสบียงตลอดทั้งปี เหมาะกับกิจการเกี่ยวกับอาหารด้วย ก็เลยอยากจะเก็บชื่อนี้เอาไว้ คุณก้อยเล่าต่อว่า จริง ๆ ไม่ได้เป็นวิลล่าอะไร เพราะบ้านก็เล็ก ๆ ไม่หรูหรา แต่พอดีมีบ้านของพี่ที่สร้างมาก่อนหน้าอยู่ใกล้ ๆ กัน ชื่อ “วิลล่าหนองควาย” พี่ ๆ น้อง ๆ ก็เลยตั้งชื่อให้ล้อกัน จึงเป็นที่มาของ “อันจะกิน วิลล่า” ณ หนองควาย บ้านสไตล์ Modern Tropical ที่ให้รูปทรงสูงโปร่ง แวดล้อมไปด้วยตนไม้เต็มพิกัดจนแทบจะไม่เห็นหน้าบ้านเลยค่ะ

เจ้าของบ้านกนิษฐกา ลิมังกูร
สถาปนิก : จักรวาล เหล่าสุวรรณ
ภาพถ่าย : อภิสิทธิ์ สุธาประดิษฐ์
เนื้อหา : บ้านไอเดีย

“จุดเริ่มต้นของการสร้างบ้านมาจากการได้มาเที่ยวเชียงใหม่บ่อย ๆ รู้สึกว่าเชียงใหม่มีอะไรเยอะมากตั้งแต่ต้นไม้ไปจนถึงศิลปวัฒนธรรม บวกกับสไตล์ส่วนตัวที่เป็นคนสบาย ๆ ใช้ชีวิตแบบไม่เร่งรีบ จากที่เคยทำร้านอาหารอยู่ที่สีลม ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ก็คิดอยากมาลงหลักปักฐานที่นี่ จึงขอให้เพื่อนหาที่ดินให้ จนมาเจอที่ดินแปลงนี้ ระหว่างปิดร้านช่วงปีใหม่ 10 วัน ก็ขึ้นมาดูที่ดิน ลองเดินอยู่กลางที่ ซึมซับบรรยากาศ ได้ยินเสียงน้ำไหลเรื่อย ๆ ริน ๆ มาจากลำเหมืองด้านหลัง แล้วรู้สึกว่าใช่และชอบ จึงตัดสินใจซื้อที่ดินเก็บไว้ 3-4 ปี จึงค่อยลงมือสร้าง

ก่อนสร้างบ้านคุณก้อยมีแบบบ้านในใจ คืออยากได้บ้านทรงหลวงพระบางสไตล์โคโลเนียลที่ดูคลาสสิค หลังจากได้พูดคุยกับ คุณจักรวาล เหล่าสุวรรณ ผู้เป็นสถาปนิก ก็ลองเรียบเรียงความคิดว่าจะเกิดกิจกรรมอะไรขึ้นบ้างที่บ้านนี้ รวมได้ประมาณเจ็ดบรรทัด พร้อมทั้งตบท้ายด้วยการขอให้ทำประตูหน้าต่างแบบสูง ๆ ให้ด้วย เพราะเป็นคนชอบความโปร่ง โล่ง

สถาปนิกหายไปประมาณหนึ่งเดือน และกลับมาพร้อมกับแบบบ้านสองชุด ทั้งสองแบบแปลนภายในเหมือนกันทุกอย่าง แตกต่างกันที่ดีไซน์ภายนอก คือมีทั้งแบบบ้านทรงโคโลเนียล และแบบโมเดิร์นที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ตอนนั้นตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกแบบไหน เพราะในแง่ฟังค์ชั่นการใช้งานก็ตอบโจทย์ทั้งสองแบบ สุดท้ายเลยให้พี่ช่วยเลือกให้ ก็ได้แบบโมเดิร์นตามที่เห็น ซึ่งตอนแรกก็ไม่ได้แน่ใจนักว่าจะชอบจริงหรือไม่ แต่พอได้ลงมือสร้างจริง ได้เข้ามาดู เข้ามาอยู่ กลับรู้สึกค่อย ๆ ชอบและอินกับบ้านหลังนี้เรื่อย ๆ จนสรุปได้ว่า หรือจริง ๆ เราคงชอบแบบนี้ตั้งแต่ต้นนั่นแหละ”

บ้านสไตล์โมเดิร์นไม่เล็กไม่ใหญ่ 2 ชั้น บนพื้นที่ 167 ตารางเมตร ตัวบ้านเรียงเป็นหน้ากระดานยาวไปตามรูปร่างของที่ดิน ผนังห้อมล้อมด้วยกระจก มีประตูทางเข้าสูงโปร่งถึง 4 ประตู ที่ช่วยแบ่งบ้านออกเป็นสัดส่วน ให้ผู้มาเยือนเลือกเข้าในมุมที่สะดวก คุณก้อยไม่ต้องการห้องมากมาย มีเพียงห้องนอนที่อยู่ชั้นล่างและชั้นบนอย่างละหนึ่งห้องเท่านั้น ดังนั้นจึงมีพื้นที่อีกส่วนหนึ่งของบ้านที่เปิดเพดานสูงแบบ Double Space ให้ความรู้สึกโปร่งสบาย โดยมีระยะห่างจากพื้นถึงเพดานถึง 6 เมตร

หน้าบ้านปลูกต้นรวงผึ้ง ไม้ลำต้นสูงปานกลาง มีพุ่มใบช่วงบนช่วยบังแสงแต่ไม่บังตัวบ้าน ยามออกดอกเหลืองสวยในเดือนสิงหาคมจะส่งกลิ่นหอมหวานดึงดูดฝูงผึ้งให้แวะมาเยือน

ระแนงด้านหน้าบ้านเป็นอีกหนึ่งปราการช่วยกรองแสง

“เอ๊ะ ! เย็นจัง คิดในใจว่าเข้าข้างตัวเองว่าของๆ เราดีหรือเปล่า” นี่คือความรู้สึกแรกหลังจากเข้ามาอยู่ในบ้าน แต่เวลาผ่านไป 2 ปีบ้านก็พิสูจน์ด้วยตัวเองว่า ภายในอยู่ได้สบายไม่ร้อนแม้ตัวบ้านจะล้อมด้วยกระจก เพราะเลือกใช้กระจกกรองแสงและปลูกต้นไม้เป็นตัวช่วยบดบังแสงอาทิตย์ โถงสูงที่ช่วยให้ความร้อนลอยตัวขึ้นสูงได้ดี มีพัดลมเพดานช่วยระบายอากาศตามจุดต่าง ๆ ประกอบกับตัวบ้านหันหน้าไปทางทิศใต้มีชายคายาวติดระแนงด้านหน้า เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยให้บ้านเย็นแบบแทบจะไม่ต้องเปิดแอร์

ในปีแรกต้นไม้ยังโตไม่ทัน เวลาแขกมาถึงเวลาประมาณ 4 โมงเย็น แสงยังเข้าได้มาก ก็จะต้องคอยบอกแขกว่า “หลบ ๆ แสงเอานิดหนึ่งนะคะ” เมื่อขึ้นปีที่ 2 ร่มเงาจากต้นไม้ก็ช่วยบ้านได้มาก เหลือแต่ต้นสนที่ปลูกบริเวณช่องแสงด้านข้างที่กำลังเติบโตรอวันทำหน้าที่ปกป้องบ้าน

เทอเรซหน้าบ้านเป็นมุมพักผ่อนแสนสบายที่เจ้าของบ้านผู้รักแสงแดดในยามเช้าชอบมานั่งเล่น

เทอเรซหน้าบ้าน เป็นมุมที่คุณก้อยหลงรักมากที่สุด เป็นส่วนที่จะได้ใช้เวลายามว่างพักผ่อนจากงาน อยู่กับตัวเอง นั่งชมแสงอาทิตย์สวย ๆ ที่ยามเช้าส่องลอดแมกไม้เข้ามา เท่านี้ก็ได้เติมเต็มพลังชีวิตพร้อมคิดเมนูใหม่ ๆ ต้อนรับแขกที่กำลังจะมาเยือนกันแล้ว

ต้นไม้เป็นส่วนหนึ่งของการดีไซน์บ้านด้วย คุณก้อยจึงค่อย ๆ จัด แต่ง เสริม เติมไปเรื่อย ๆ เพราะรู้สึกว่าการจัดบ้านไม่ต้องรีบ “การทำไปเรื่อย ๆ มันสนุกนะ” อย่างรั้วหน้าบ้านที่เป็นต้นชา เดิมสูงกว่านี้ก็ตัดให้เตี้ยเพื่อให้ดูเป็นมิตรขึ้น ความสูงรั้วที่ไม่เกินระดับสายตาทำให้ได้เชื่อมความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน ส่วนต้นไม้ในสวนก็ค่อย ๆ เอามาลงเรื่อย ๆ จนเต็มพื้นที่

คุณก้อยจำรายละเอียดต้นไม้ในบ้านได้เกือบทุกต้น โซนหน้าบ้านติดกับเฉลียงเรียงรายด้วยต้นรวงผึ้ง ตามมาด้วยต้นลำดวน มณฑาดอย และเหลืองอินเดีย ฝั่งหน้าบ้านที่ติดริมรั้วต้นชาดัดปลูกต้นหางนกยูงดอกส้มสดใส ชงโคดอกชมพูอมม่วง บัวสวรรค์ ศรีตรัง ริมรั้วด้านหลังและด้านข้าง ก็ลงดาหลาเอาไว้ปิดความโป๊เปลือยของบ้านที่มองจากภายนอก นั่งไปสักพักก็ได้กลิ่นหอมจาง ๆ ชวนผ่อนคลายของดอกไม้ลอยมาเตะจมูก เมื่อเดินตามกลิ่นไปถึงพบว่ามาจากต้นเก็ดถะหวา พุดสามสี หอมหมื่นลี้ และดอกกรรณิการ์ที่ปลูกไว้นั่นเอง

ดินที่ใช้ถมบ้านเป็นดินธรรมดาไม่ใช่ดินดำ ในปีแรกพอลงหญ้าก็รู้ว่าดินคุณภาพไม่ดี แต่ที่เห็นต้นไม้เติบโตงอกงามแบบนี้มาจากปุ๋ยทำเองจากเศษผักและใบไม้ ตัวบ่อปุ๋ยทำเป็นสามระดับตามความลาดเอียงของดิน เมื่อในบ่อแรกเริ่มเต็ม ก็ใช้คราดเขี่ยลงไปรวมกันที่บ่อสอง ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนส่วนที่ลงไปอยู่ในบ่อที่สามย่อยสลายเป็นปุ๋ยพอดีก็สามารถนำไปใช้ได้ วิธีการนี้นอกจากคุณภาพดินจะดีขึ้นอย่างชัดเจน (เห็นได้จากต้นไม้และจำนวนไส้เดือน) ยังทำให้เหลือขยะที่ทิ้งน้อย ประหยัดค่าถุงขยะที่ต้องซื้อมาใส่ขยะเพื่อให้รถขนขยะมาขนไปเสียด้วย

ถัดจากสวนเมื่อเดินมาเลื่อนประตูกระจกเข้าสู่ตัวบ้าน สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความสูงโปร่งของอาคาร เส้นสายสีดำของกรอบกระจกแนวตั้ง ผนังสีขาวมี Texture จากแผ่นไม้ที่แปะเพิ่มลงไป  ภายในบ้านจัดแบบ Open Plan รวมพื้นที่ใช้งานเข้าด้วยกัน ทั้งมุมนั่งเล่น โต๊ะทานอาหาร และไอซ์แลนด์เตรียมอาหารที่ตั้งอยู่ตรงกลาง  Landmark ในส่วนนี้คือ เครื่องดูดควัน ที่ห้อยตัวลงมาจากเพดานซึ่งสูงถึง 6 เมตร จึงเป็น Hood ที่สูงที่สุดเท่าที่ทีมงานบ้านไอเดียเคยเห็นมา ส่วนครัวหลักอยู่ถัดไปจากห้องเตรียมอาหารกั้นแยกออกไปเป็นสัดเป็นส่วน

ห้องนั่งเล่นติดกับส่วนรับประทานอาหาร สว่างด้วยช่องแสงแนวตั้งรอบ ๆ

จุดสำคัญที่ช่วยคุมโทนสีและความรู้สึกโดยรวมภายในตัวบ้านคือ กระเบื้องปูพื้นเฉดสีเทาที่รู้สึกเย็นสบายตาที่พี่ช่วยเลือกให้ ที่นี่ใช้กระเบื้องเซรามิคทำมือจากแม่ริมเซรามิคแทบทุกห้องยกเว้นครัวและห้องน้ำคุณพ่อเพราะอาจจะลื่นได้เมื่อเปียกแฉะ เป็นโทนสีที่เข้ากับธีมสีของบ้านเทา-น้ำตาล ทำให้บ้านเส้นสายสี่เหลี่ยมแข็ง ๆ ดูอ่อนโยนลง ใช้ช่างพื้นเมืองที่เข้าใจลักษณะพิเศษของกระเบื้องทำมือที่จะมีความไม่เท่ากันของขอบกระเบื้องและสีที่ไม่เหมือนกันเลยในแต่ละแผ่น จึงต้องมีจินตนาการในการจัดวาง และปูออกมาจนได้เฉดไล่สีสวย ฝีมือเนี๊ยบ ค่าแรงจึงแพงกว่าการปูกระเบื้องธรรมดา

“พี่จะเล่าไปเรื่อย ๆ นะ” คุณก้อยบอกทีมงาน พร้อมกับเล่าที่มาของ Beanbag ตัวใหญ่ที่เรากำลังทิ้งตัวลงนอนตรงหน้าทีวีว่า “ตอนทำบ้านเสร็จเงินก็หมดอย่างพอดิบพอดี คุณอาให้โซฟาเก่าอายุเกือบยี่สิบปีมาหนึ่งตัว ก็เอามาวางไว้หน้าทีวี ทีนี้เมื่อมีแขกทยอยมาทานอาหารวันละโต๊ะที่บ้าน ถ้าเป็นกลุ่มใหญ่ ภาพที่เคยเห็นคือ แต่ละคนนั่งอยู่กับพื้นตามเสาที่มีปลั๊ก เล่นอินเตอร์เน็ตรอ เพราะมีโซฟาวางไว้อยู่แค่ชุดเดียว ไม่พอนั่งกัน ก็คิดว่าไม่ได้การละ ต้องหาที่นั่งเพิ่มมาให้แขกได้นั่งสบาย ๆ  พี่เลยได้ Beanbag ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่มาชิ้นหนึ่ง เอามาวางเพิ่มไว้หน้าโซฟา ช่วงแรกก็ยังไม่มีคนนั่ง พี่ก็คิดในใจว่าเราคิดผิดหรือเปล่านะ มันคงใหญ่ไปเลยไม่มีใครนั่ง แพงก็แพง เพราะเลือกเบาะที่เป็นหนังแท้ ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์มีลูกค้าญี่ปุ่นมานั่งเจิมเป็นกลุ่มแรก ขึ้นไปนั่งบนเบาะนั่นพร้อมกันถึงแปดคน จากวันนั้นก็เริ่มมีคนมานั่งเล่นเรื่อย ๆ แถมตอนกลางวันพี่ก็ไว้ใช้นอนเล่น ก็เลยรู้สึกว่า O.K คุ้มละ”

เครื่องดูดควันบริเวณไอซแลนด์เตรียมอาหารสูงกว่า 6 เมตร

อันจะกินวิลล่าเป็นทั้งบ้านและร้านอาหาร ที่เจ้าของบ้านรับเพียง “วันละโต๊ะ” เท่านั้น ให้ความรู้สึกเหมือนมากินข้าวบ้านเพื่อนมากกว่าร้านอาหาร ระหว่างรอเสิร์ฟแขกจึงนั่งเล่นในบ้านได้สบาย ๆ บางคนอยากเดินไปเล่นเปียโนก็ทำได้ คุณก้อยบอกว่าไม่หวงเลย เพราะชอบให้บ้านมีเสียงเพลง เมื่ออาหารเสร็จก็ยกมาเสิร์ฟเป็นจานใหญ่ กินรวมกัน กินไป คุยไป ฟังคุณก้อยเล่าเรื่องราวอาหารไป เป็นบรรยากาศความสุขคลุกเคล้าความอร่อยได้อย่างกลมกล่อม

ม้านั่งยาวช่วยลดความเป็นทางการให้ความรู้สึกเหมือนนั่งทานข้าวที่บ้าน

โต๊ะที่ใช้รับแขกและเสิร์ฟอาหาร เป็นโต๊ะไม้ชิ้นใหญ่รับคนได้มากที่สุด 10 ที่นั่ง วางคู่กับเก้าอี้และม้านั่งยาว ให้ความรู้สึกเป็นกันเอง โคมไฟสีเขียวตรงกลางมีที่มาคือ ปกติตัวบ้านจะมีไฟติดผนังให้แสงสีสวยอยู่แล้ว แต่ก็ยังขาดแสงสว่างบางจุด เพราะไม่มีไฟจากเพดาน พี่ที่เคารพรัก เจ้าของวิลล่าหนองควาย (พี่แบน แสนเมือง-บรรณาธิการหนังสือ COMPASS) จึงนำโคมไฟมาวางเพิ่มให้ มืดตรงไหนก็วางตรงนั้น แต่แสงก็ยังไม่พอสำหรับโต๊ะอาหาร จึงต้องนำไม้มาพาดตรงเหนือโต๊ะกินข้าว แล้วใส่โคมไฟนี้เข้าไปก็เป็นอันใช้ได้

ชั้นวางของขนาดใหญ่แบ่งเป็นช่อง ใช้วางหนังสือเกี่ยวกับอาหาร และของสะสมทำจากทองแดง ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย ติดระแนงเป็นซี่ๆ บางช่วงของชั้นหนังสือ  ช่วยพรางตาให้พื้นที่บันไดขึ้นชั้นสองดูเป็นส่วนตัวมากขึ้น

บ้านหลังนี้อัดเต็มไปด้วยเรื่องราวของความทรงจำ ไม่ว่าจะเป็นตู้ เตียง โต๊ะทำงานตั้งแต่สมัยเด็กที่ใช้เป็นประจำมีรอยขีดเขียนพอให้ระลึกถึงความหลัง

ห้องอาบน้ำ outdoor

ถัดจากมุมโต๊ะเขียนหนังสือจะเป็นห้องน้ำที่ท้าทายให้ใช้งานมาก เพราะเป็นห้องอาบน้ำเอาท์ดอร์ มองฟ้า มองต้นไม้ได้ในขณะอาบน้ำ และมีลวดลายกระเบื้องสีน้ำเงินแบบโบราณสะดุดตาซึ่งเป็นงานล็อตสุดท้ายในโชว์รูมของแม่ริมเซรามิค ปัจจุบันเลิกผลิตแล้ว

โถงทางเดินบนชั้นสองบิวท์ตู้เต็มพื้นที่ผนังน

แอบขึ้นบันไดมาบนชั้นสองกันบ้างดีกว่า เมื่อสุดขั้นบันไดจะพบกับโถงทางเดินเข้าไปห้องนอน ด้านขวามือบิวท์ตู้ขนาดใหญ่เอาไว้เก็บเสื้อผ้า ชุดเครื่องนอน สำหรับให้น้อง ๆ เพื่อน ๆ ปูนอนเล่นยามแวะมาเที่ยวเชียงใหม่ ส่วนด้านซ้ายมือเป็นห้องน้ำ ตรงไปเป็นห้องนอนเจ้าของบ้าน

ห้องนอนตกแต่งเรียบง่ายแต่มีคุณค่าทางจิตใจด้วยเตียงวินเทจของคุณแม่ที่นำมาทำสีใหม่

เข้ามาถึงห้องนอน เป็นห้องกระจก 3 ด้าน ทำให้ห้องดูโปร่งสว่างเปิดมุมมองของห้องออกไปยังสวน ตื่นเช้ามาก็เจอต้นไม้เติมความสดชื่นให้เช้าวันใหม่ได้ทันที ด้านซ้ายมือของเตียงเป็นประตูกระจกบานสไลด์ที่เชื่อมต่อไปยังระเบียงนั่งเล่น Out Door ที่คุณก้อยชอบมานั่งเล่นชมวิว ด้านที่เป็นส่วนปลายเตียงนั้นตามฮวงจุ้ยไม่แนะนำให้เปิดโปร่ง ดังนั้นจึงแก้ไขด้วยการติดผ้าม่านเข้าไป ผนังกระจกปลายเตียงนี้สามารถมองลงไปเห็นส่วนนั่งเล่นและไอซ์แลนด์ได้ทั้งหมด เหมือนเป็นทีวีจอใหญ่ที่มีตัวละครโลดแล่นเคลื่อนไหวไปมา

มุมมองจากห้องนอนลงมาชั้นล่างสามารถมองเห็นได้หมด

ห้องน้ำตกแต่งแบบเรียบง่าย ซึ่งเป็นคอนเซ็ปที่เด่นชัดของตัวบ้านนี้อยู่แล้ว เพราะเจ้าของบ้านเองชอบความเป็นระเบียบ จัดการง่าย ในส่วนอาบน้ำจึงไม่มีชั้นวางของรกรุงรังแต่ใช้วิธีเจาะช่องเข้าไปในผนังเพื่อวางของแทน และใช้ระบบน้ำร้อนน้ำเย็นแทนการใช้เครื่องทำน้ำอุ่น

ระเบียงบริเวณห้องนอนเพิ่มพื้นที่ให้ทั้งบ้านและผู้อยู่หายใจได้สะดวกขึ้นอีก

ถ้าอยู่บนชั้นสองบริเวณห้องนอน เราจะได้เย็นเสียงน้ำไหลมาจากลำเหมืองเล็ก ๆ หลังบ้าน ที่ชอุ่มไปด้วยต้นไม้และกอไผ่ เมื่อเดินมาที่ระเบียงหลังห้องชะโงกลงมาบริเวณหลังบ้านจะเห็นแผ่นคอนกรีตกลม ๆ วางเรียงยาวตั้งแต่มุมบ้านด้านหนึ่งเชื่อมต่อไปสวนข้างบ้าน พี่ก้อยให้เราทายว่าทางเดินในสวนที่เห็นทำมาจากอะไร ทีมงานคิดว่าคุ้น ๆ จะเป็นฝาบ่อเกรอะ ซึ่งเจ้าของบ้านเฉลยว่าถูกต้อง “พี่ใช้ฝาบ่อเกรอะว่าวางต่อ ๆ กันเป็นทางเดิน รวม ๆ ค่าใช้จ่ายประมาณหมื่นกว่าบาท ก็ประหยัดดี แถมรูเล็ก ๆ ที่อยู่ด้านในก็จะปลูกต้นไม้ได้ ดูเข้ากับธรรมชาติ” เป็นไอเดียที่ง่ายแต่เก๋  แถมใช้งานได้ดีด้วย

ปิดท้ายทริปวันนี้กันที่ที่สวนครัวเล็ก ๆ ข้างบ้านที่ปลูกผักเอาไว้หลายอย่าง เลือกชนิดได้ใช้งานบ่อย อย่างต้นหอม ผักชี พริก กุยช่าย สมุนไพรฝรั่ง แถมมะนาวและเลม่อนอยู่ริมรั้ว พอถึงเวลาต้องการใช้ก็แค่คว้ามีดกับตะกร้าเล็กออกไปเด็ดมาทำเมนูอร่อย เป็นเครื่องแกล้มแซมประดับจาน ที่หยิบได้ง่ายๆ ใกล้มือ ไม่ต้องหาซื้อ และมั่นใจได้ว่าปลอดสารพิษ

“มีคนบอกว่าบ้านนี้เหมือนพี่มาก” คุณก้อยทิ้งท้ายก่อนที่ทีมงานจะลากลับ ประโยคนี้ทำให้เข้าใจคำว่า บ้านสามารถแสดงตัวตนของผู้อยู่ได้ดีจริง ๆ สำหรับบ้านหลังนี้ หากถามผู้เขียนว่าเหมือนเจ้าของบ้านอย่างไร ก็คงจะตอบไม่ลังเลว่า เหมือนตรงความเรียบง่ายที่เป็นธรรมชาติ ชัดเจนตรงไปตรงมาทุกองศา มีความสดชื่นปนอบอุ่นที่อยู่แล้วสบายใจและอิ่มสบายท้องแน่นอนค่ะ

สำหรับใครที่อยากจะชมภาพบรรยากาศบ้านเพิ่มเติมและเมนูอาหาร ซอส เครื่องจิ้มที่ชวนให้น้ำย่อยทำงาน (พร้อมสูตรอาหารที่เจ้าของบ้านแบ่งปันแบบไม่มีหวง) สามารถติดตามได้ที่แฟนเพจ anja kinn หรือตามไปสถานที่จริงกันได้เลยนะคะ เจ้าของบ้านพร้อมเปิดประตูต้อนรับด้วยรอยยิ้มอยู่แล้วค่ะ  ^_^

บทความโดย © : banidea.com

ชมไอเดีย  บ้านไอเดียแฟมิลี่  ทั้งหมด

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

คุณรู้สึกอย่างไรกับสิ่งนี้ แสดงความคิดเห็น