เมนู

5 ฟังก์ชันน่าซื้อใช้ รีวิวหุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot Roomba i7+

รีวิวหุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot Roomba i7+

ไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ บ้านไอเดียได้รีวิวหุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot รุ่น Roomba e5 มาให้ชม ซึ่งในตอนนั้นรุ่น e5 จัดเป็นรุ่นใหม่และล่าสุด iRobot ได้ผลิตคิดค้นนวัตกรรมใหม่ขึ้นมา พร้อมกับส่งตัวเครื่องมาให้ทีมงานบ้านไอเดียได้ทดลองการใช้งานต่าง ๆ อย่างเต็มที่ เพื่อไว้เป็นข้อมูลสำหรับผู้อ่านที่กำลังมองหาและตัดสินใจเลือกซื้อหุ่นยนต์ดูดฝุ่นมาช่วยทำความสะอาดบ้าน

สำหรับ iRobot Roomba i7+ รุ่นใหม่ล่าสุด (2019) พกความฉลาดมาแบบจัดเต็ม มาพร้อมกับนวัตกรรมใหม่ที่มีความใกล้เคียงกับระบบ AI มากยิ่งขึ้น โดยเจ้าหุ่นยนต์สามารถวิเคราะห์งาน วางแผนงาน สำรวจพื้นที่การทำงานต่าง ๆ พร้อมกับมีรูปแบบการทำงานอัตโนมัติเสมือนมีแม่บ้านช่วยทำความสะอาดพื้นบ้านอีกหนึ่งคน โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องควบคุมการทำงานทุก ๆ วัน หรือแม้แต่ไม่จำเป็นต้องกำจัดฝุ่นขยะที่หุ่นยนต์ได้ดูดมา ช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ให้กับผู้อยู่อาศัยที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลบ้านได้อย่างดีเลยค่ะ

เนื้อหา | ภาพ : บ้านไอเดีย
สนับสนุนโดย : iRobot

iRobot-Roomba-i7-plus

ในกล่องมีอะไรให้มาบ้าง

หลังจากพัสดุส่งมาถึงบ้าน ค่อนข้างตกใจกับขนาดกล่องมากค่ะ เพราะหากเป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่นรุ่นอื่น ๆ กล่องจะมีขนาดเล็กและบาง แต่สำหรับหุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot Roomba i7+ มีขนาดกล่องที่ใหญ่มาก ภายในกล่องประกอบด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่สามารถเปิดใช้งานได้ทันทีพร้อมกับอุปกรณ์สำรองที่แถมมาให้ ดังนี้

รีวิวแกะกล่อง หุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot Roomba i7+

  • หุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot Roomba i7+ โดยในตัวหุ่นยนต์ได้ติดตั้งแผ่นกรอง แปรงปัดข้างมาให้เรียบร้อยแล้ว 1 ชุด

ด้านหน้า iRobot Roomba

การออกแบบตัวเครื่อง ภาพรวมใกล้เคียงกับหุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot รุ่นอื่น ๆ โดยออกแบบรูปทรงกลม สีดำ ด้านหน้ามีปุ่ม Clean เพื่อสั่งให้ทำความสะอาด มีระบบเซนเซอร์และไฟแสดงสถานะต่าง ๆ ส่วนบริเวณด้านข้างมีระบบกันกระแทก และเซนเซอร์ตรวจจับการทำงาน

ด้านหลังตัวเครื่อง ขับเคลื่อนด้วยระบบล้อ 3 ล้อ ล้อคู่เป็นล้อหลักออกแบบให้มีดอกยางใหญ่ ช่วยให้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นสามารถตะลุยไปทุกพื้นผิววัสดุ ทั้งพื้นไม้ พื้นพรม กระเบื้อง ล้อหน้าช่วยในการขับเคลื่อน แปรงยางคู่สีเขียวทำหน้าที่สลายฝุ่นและตักฝุ่นเข้าสู่ตัวเครื่อง ส่วนแปรงปัดข้างแบบ 3 ก้านทำงานคู่กับเซนเซอร์ในตัวเครื่อง ใช้สำหรับปัดเศษฝุ่นที่ติดขอบผนังบ้าน ช่วยขจัดฝุ่นตามซอกมุมต่าง ๆ

แกะกล่อง iRobot Roomba i7 Plus

  • Clean Base แท่นจำกัดขยะอัตโนมัติ ทำหน้าที่เป็นแท่นชาร์จในตัว (ควรวางในตำแหน่งที่ชิดติดกำแพง)

หุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัตโนมัติ รุ่นไหนดี

  • Virtual Wall + ถ่าน AA 2 ก้อน กำแพงเสมือนจริงใช้กั้นขอบเขตการทำงาน
  • แปรงปัดฝุ่นสำรอง ใช้ปัดฝุ่นบริเวณขอบพื้น ขอบผนัง
  • ถุงเก็บขยะสำรอง (สามารถซื้อเพิ่มภายหลังได้)
  • แผ่นกรองฝุ่น

ชมคลิปรีวิวการใช้งาน iRobot Roomba i7+

5 ฟังก์ชันมาใหม่ หุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot Roomba i7+

พื้นฐานการทำงานของหุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot Roomba i7+ เป็นลักษณะเดียวกับหุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot Roomba e5 ที่บ้านไอเดียเคยได้รีวิวมาให้ชมกันก่อนหน้านี้ แต่จะมีฟังก์ชันพิเศษที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน มีความอัจฉริยะและการทำงานอย่างอัตโนมัติมากยิ่งขึ้น จนอาจทำให้ผู้ใช้งานลืมไปชั่วคราวเลยว่า หุ่นยนต์ดูดฝุ่นกำลังทำความสะอาดห้องให้เราอยู่ทุก ๆ วัน และมีฟังก์ชันการขจัดฝุ่น 3 Step จึงช่วยกำจัดฝุ่นประเภทขนสัตว์และฝุ่นผงขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าได้อย่างหมดจด รีวิวนี้บ้านไอเดียคัด 5 ฟังก์ชันเด็ดมาให้ ดังนี้

Clean Base แท่นกำจัดขยะอัตโนมัติ ลืมการทิ้งเศษขยะในหุ่นยนต์ดูดฝุ่นไปได้เลย

เป็นฟังก์ชันแรกที่ต้องเอ่ยถึง เพราะนี่คือนวัตกรรมใหม่ที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน เจ้า Clean Base หากอธิบายง่าย ๆ ก็คือถังขยะสำรองที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ ความพิเศษคือ ผู้ใช้ไม่จำเปนต้องเปิดถังขยะในหุ่นยนต์ดูดฝุ่นอีกต่อไป ไม่จำเป็นต้องสัมผัสฝุ่นบ่อยครั้ง เพราะเมื่อขยะภายในถังของหุ่นยนต์ดูดฝุ่นเต็ม หุ่นยนต์ดูดฝุ่นจะเดินทางกลับมาที่แท่น Clean Base อัตโนมัติ จากนั้น Clean Base จะทำการดูดขยะจากเครื่องดูดฝุ่นเพื่อเก็บเข้าสู่ถังสำรอง ถังขยะภายในหุ่นยนต์ดูดฝุ่นจึงว่างอยู่เสมอ ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าของบ้าน ไม่จำเป็นต้องแกะถังข้างเครื่องดูดฝุ่นไปเททิ้งอีกต่อไป เหมาะกับคนที่เป็นภูมิแพ้ที่ไม่ต้องการสัมผัสฝุ่น ซึ่งเป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้ภูมิแพ้กำเริบ

หุ่นยนต์ดูดฝุ่น ทิ้งฝุ่นให้อัตโนมัติ

ภาพแสดงตัวอย่างการทำงาน Clean Base

โดยเฉลี่ยแล้วหากเป็นการดูดเศษฝุ่นทั่วไปที่ไม่ใช่ขยะชิ้นใหญ่ ทาง iRobot แจ้งไว้ว่า สามารถเก็บฝุ่นได้ประมาณ 30 ถังของถังขยะในหุ่นยนต์ดูดฝุ่น และเมื่อถุงขยะในแท่นกำจัดขยะเต็มแล้ว สามารถนำไปทิ้งและเปลี่ยนเป็นถุงใหม่ได้เลย นอกจากเก็บฝุ่นแล้ว Clean Base ยังทำหน้าที่เป็นแท่นชาร์จในตัว ผู้ใช้จึงหมดความกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมดขณะทำงานได้เลยค่ะ โดยหุ่นยนต์ดูดฝุ่นจะมีฟังก์ชันการทำงานแบบอัตโนมัติ เมื่อแบตเตอรี่ใกล้หมดจะกลับสู่แท่นชาร์จ เพื่อเติมพลังงานให้กับตัวหุ่นยนต์เอง และหากยังทำความสะอาดไม่เสร็จหุ่นยนต์จะกลับไปทำความสะอาดต่อจากจุดเดิม ซึ่งสามารถทำงานครอบคลุมพื้นที่ถึง 200 ตารางเมตรเลยทีเดียว

iRobot i7+

เมื่อขยะเต็มถุง สามารถนำไปทิ้งและเปลี่ยนถุงใหม่ได้เลย

กระบวนการทำงานของ Clean Base

Smart Maps วางแผนงานการดูดฝุ่นผ่านแปลนห้อง

การควบคุมการทำงานต่าง ๆ ของหุ่นยนต์ดูดฝุ่น รุ่น i7+ จะมุ่งเน้นควบคุมผ่านแอปพลิเคชัน iRobot Home ซึ่งรองรับทั้งระบบ iOS & Andriod และหนึ่งในฟังก์ชันที่ผู้เขียนชื่นชอบมากที่สุด คือ ฟังก์ชัน Smart Maps ที่หุ่นยนต์ดูดฝุ่นสามารถสร้างแผนผังห้องได้ด้วยตนเอง โดยในครั้งแรกผู้ใช้จะต้องเข้าไปตั้งค่าต่าง ๆ เพื่อให้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นทำการสแกนพื้นที่ห้องผ่านระบบเซนเซอร์ภายในตัวเครื่อง (สามารถดูรายละเอียดการทำงานในคลิปรีวิว) หลังจากสแกนเสร็จสมบูรณ์แล้วจะปรากฎแบบแปลนห้องทั้งหมดในแอปพลิเคชัน และยังสามารถทำแผนที่เพิ่มได้ 10 แผนที่ เช่น ภายในบ้านที่มี 3 ชั้น ให้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นทำแผนผังทั้ง 3 ชั้นได้เลยค่ะ ตอนใช้งานสามารถกำหนดได้เลยว่า จะให้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นทำความสะอาดห้องใดบ้าง นอกจากหุ่นยนต์จะจดจำพื้นที่แล้วยังวิเคราะห์การทำงาน การเดิน ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่ทำงาน เช่น การทำงานรอบแรกอาจจะใช้เวลา 1 ชั่วโมง รอบที่สองเมื่อหุ่นยนต์ได้เรียนรู้พื้นที่บ้านดีขึ้นแล้วหุ่นยนต์จะวิเคราะห์และวางแผนการเดินใหม่ที่มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ช่วยประหยัดเวลาการทำงานได้มากยิ่งขึ้น

Schedule จัดตารางทำความสะอาด

สืบเนื่องจากฟังก์ชัน Smart Maps เมื่อได้แผนผังห้องเสมือนจริงแล้ว ผู้ใช้สามารถกำหนดตารางการทำงานของเครื่องดูดฝุ่นได้ตามต้องการ อาทิ ต้องการให้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นทำความสะอาดภายในห้องนอน ทุก ๆ บ่ายของวันจันทร์ พุธ ศุกร์ ส่วนบ่ายของวัน อังคารและพฤหัส ให้ทำความสะอาดภายในห้องนั่งเล่น

เมื่อผนวก 3 ฟังก์ชัน ทั้ง Clean Base + Smart Maps และ Schedule เข้าด้วยกัน เราจึงปล่อยให้หุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot Roomba i7+ ทำงานให้เราได้อย่างอัตโนมัติในทุก ๆ วัน ทั้งยังมี Clean Base ถังเก็บฝุ่นสำรอง ช่วยให้การทำความสะอาดพื้นบ้านเป็นไปอย่างอัตโนมัติยาวนานยิ่งขึ้นครับ

หุ่นยนต์ดูดฝุ่น ทำงานอัตโนมัติ

Google Assistant สั่งงานด้วยเสียง

อาจเป็นฟังก์ชันที่ผู้เขียนไม่ได้ใช้บ่อยนัก แต่การมีนวัตกรรมใหม่ ๆ ไว้รองรับย่อมดีกว่ากว่าการไม่มีเสมอ ฟังก์ชันสั่งงานผ่านเสียงจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานที่สื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ และต้องออกเสียงให้ถูกต้อง มิเช่นนั้นแอปพลิเคชันอาจฟังไม่เข้าใจ โดยแอปพลิเคชันจะดึงฐานข้อมูลเสียงจากระบบ Google Assistant ผู้ใช้จึงสามารถควบคุมการทำงานต่าง ๆ ด้วยการพูด หุ่นยนต์ดูดฝุ่นจะเริ่มทำงานตามคำสั่งเสียงนั้น ๆ ได้ทันที ให้ความรู้สึกเสมือนกำลังคุยกับแม่บ้านยังไงยังงั้นเลยค่ะ

หุ่นยนต์ดูดฝุ่น ทำงานผ่านแอป

History ดูประวัติการทำงานได้

หากปล่อยให้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นทำงานตามลำพัง เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า หุ่นยนต์จะทำความสะอาดให้อย่างทั่วถึงทั้งห้อง คำถามนี้มีคำตอบให้ใน iRobot Roomba i7+ ค่ะ เนื่องด้วยภายในหุ่นยนต์มีระบบเซนเซอร์อยู่ภายในแล้ว เพียงเพิ่มฟังก์ชัน History บันทึกประวัติการทำงานของหุ่นยนต์ดูดฝุ่น สามารถตรวจเช็คการทำงานย้อนหลังได้ เช็คได้อย่างละเอียดว่า หุ่นยนต์ดูดฝุ่นได้ดูดบริเวณใดแล้วบ้าง บริเวณไหนในบ้านที่มีฝุ่นเยอะ การดูดฝุ่นครั้งนั้นเสร็จสมบูรณ์หรือไม่ หรือติดขัดบริเวณใด แจ้งรายงานให้เห็นอย่างละเอียดเลยค่ะ

ทั้ง 5 ฟังก์ชันที่แนะนำมานี้ เป็นเพียงบางส่วนที่ผู้เขียนต้องการแนะนำเท่านั้น การใช้งานจริงยังมีฟังก์ชันอื่น ๆ ให้ใช้กันอีกค่ะ อาทิ Virtual Wall กำแพงเสมือนจริงที่สามารถกั้นขอบเขตการทำงานของหุ่นยนต์ดูดฝุ่นได้ แต่เป็นฟังก์ชันที่เคยแนะนำไว้ในรีวิว iRobot Roomba e5 แล้ว ผู้อ่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ (รีวิว iRobot Roomba e5)

ข้อดี ข้อเสีย หุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot

สรุป ข้อดี ข้อเสีย

จากการทดสอบการใช้งาน หุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot Roomba i7+ ประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมแล้วดีกว่าหุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot Roomba e5 ที่บ้านไอเดียเคยรีวิวครั้งก่อนหน้านี้ข้อดีต่าง ๆ เป็นไปตาม 5 ฟังก์ชันที่ได้รีวิวมาให้ชมกัน สำหรับจุดบกพร่องของหุ่นยนต์ดูดฝุ่น จะว่าไปแล้วไม่ใช่เฉพาะรุ่น i7+ แต่รวมถึงรุ่น e5 ด้วย โดยแปรงปัดข้างที่ปกติทำหน้าที่ปัดฝุ่นตามขอบพื้น แต่เนื่องด้วยการทำงานจริงในบางครั้ง แปรงปัดข้างจะปัดเศษฝุ่นกระเด็นออกไป หากเศษฝุ่นที่กระเด็นยังอยู่ในขอบเขตที่หุ่นยนต์เข้าถึงได้ก็ไม่เป็นปัญหาค่ะ หุ่นยนต์จะตามไปดูดให้ใหม่เอง แต่หากออกนอกขอบเขตที่เข้าถึงไม่ได้ เช่น บริเวณหลัง Virtual Wall หุ่นยนต์จะไม่สามารถเข้าดูดทำความสะอาดได้ ส่งผลให้การทำความสะอาดอาจไม่สมบูรณ์ 100% ซึ่งหากมีการปรับแก้ไขจุดบกพร่องนี้ จะช่วยให้การทำความสะอาดสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

 iRobot Roomba i7+ มีพลังดูดฝุ่นแรงกว่ารุ่น e5 มาก ข้อดีคือสามารถดูดฝุ่นได้ไวกว่าเดิม แต่สิ่งที่ตามมาของพลังดูด คือเสียงเครื่องดูดฝุ่นที่ดังขึ้นตาม ซึ่งอาจจะไม่เหมาะกับดูดในช่วงเวลาพักผ่อน แต่จะเหมาะกับตั้งโปรแกรมให้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นทำความสะอาดในช่วงที่ไม่ได้อยู่บ้านหรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่ไม่มีผลกับเสียงรบกวน

ด้านการทำงานขณะกำลังดูดฝุ่น สิ่งที่เห็นความแตกต่างจากรุ่น e5 ได้ชัด นั่นคือเส้นทางการดูดฝุ่นที่เป็นระเบียบแบบแผนมากขึ้น จากเดิมหุ่นยนต์ดูดฝุ่น e5 มุ่งเน้นการใช้เซนเซอร์ตรวจจับฝุ่น แต่หุ่นยนต์ดูดฝุ่น i7+ ผู้เขียนเห็นถึงความต่างของเส้นทางการเดิน โดยหุ่นยนต์เดินดูดฝุ่นแบบเส้นตรงเรียงแนวเส้นไปเรื่อย ๆ พร้อมกับใช้เซนเซอร์ตรวจจับฝุ่นควบคู่กันไป การดูดฝุ่นจึงทำได้ทั่วถึงกว่าและรวดเร็วกว่ารุ่น e5 อย่างเห็นได้ชัดค่ะ

ข้อดี ข้อเสีย หุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot

ความคุ้มค่า เปรียบเทียบกับรุ่น e5

หลังจากหุ่นยนต์ดูดฝุ่น i7 และ i7+ ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ทาง iRobot ได้ปรับราคารุ่น e5 ลงมาเหลือเพียง 23,900 บาท ส่วนรุ่น i7+ แม้จะมีฟังก์ชันการทำงานต่าง ๆ เหนือกว่ารุ่น e5 ทุกประการ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยราคาที่สูงกว่ารุ่น e5 ถึงเท่าตัว โดยรุ่น i7+ เปิดตัวที่ราคา 45,900 บาท การตัดสินใจเลือกซื้อจึงไม่เพียงแค่ดูฟังก์ชันการทำงานเท่านั้น แต่จำเป็นต้องดูงบประมาณของผู้ซื้อร่วมด้วยค่ะ

รีวิวเปรียบเทียบ หุ่นยนต์ดูดฝุ่น

อัปเดตราคาล่าสุดได้ที่ > iRobotthailand.com

หากกำหนดงบประมาณไว้เยอะ แนะนำรุ่น i7+ อย่างไม่ต้องลังเล โดยเฉพาะการมี Clean Base แท่นกำจัดขยะอัตโนมัติ ซึ่งจะทำให้เราลืมเรื่องการทำความสะอาดบ้านไปได้เลย ทั้งยังสามารถกำหนดการทำงานตามแปลนบ้าน กำหนดตารางเวลาทำความสะอาดได้ แต่หากต้องการปรับงบประมาณลงมา รุ่น e5 ซึ่งราคาถูกลงกว่าครึ่ง ก็สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกันค่ะ แค่เพียงกำลังดูดน้อยกว่าและต้องกำจัดขยะด้วยตนเองทุกครั้ง ซึ่งหากเป็นขยะในลักษณะฝุ่นผงทั่วไป ตัวหุ่นยนต์เองสามารถจัดเก็บได้เยอะระดับหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเททิ้งทุกวันเช่นกันค่ะ แต่อาจจะทิ้ง 2-3 วันครั้ง ส่วน 17+ แทบจะลืมเรื่องการทิ้งขยะไปได้เลย สามารถเก็บฝุ่นสำรองได้เป็นเดือน ๆ  หรือจะตัวรองลงมาอย่าง i7 ที่มีพลังดูด สร้างแผนที่ได้เหมือนกับรุ่น i7+ แต่ไม่มีถังขยะ Clean Base ก็ได้เช่นกันค่ะ เลือกรุ่นที่เหมาะกับการใช้งานและงบประมาณในกระเป๋ากันนะคะ

การพัฒนานวัตกรรมของ iRobot ยังไม่หยุดเท่านี้ ยังแอบได้ยินมาว่าหุ่นยนต์ดูดฝุ่นกับหุ่นยนต์ถูพื้นจะสามารถพูดคุยสื่อสารกันได้เองแล้ว หากถึงจุด ๆ นั้นบ้านไอเดียจะมาอัพเดตให้ชมกันอีกแน่นอนค่ะ

หุ่นยนต์ดูดฝุ่น VS เครื่องดูดฝุ่น

ก่อนหน้านี้ที่บ้านไอเดียได้รีวิวหุ่นยนต์ดูดฝุ่นรุ่น e5 มีแฟนเพจท่านหนึ่งมาคอมเม้นต์ แสดงความคิดเห็นว่า “หลังจากมีหุ่นยนต์ดูดฝุ่น ปัจจุบันแทบจะไม่ได้ทำความสะอาดพื้นบ้านเองเลย การถูพื้นก็ลดน้อยลง เพราะเมื่อฝุ่นไม่มี ปัจจัยการเกิดคราบสกปรกลดน้อยลง พื้นจึงสะอาดเดินสบายเท้าอยู่เสมอ ” ผลลัพธ์ลักษณะนี้ จะเกิดขึ้นได้เฉพาะหุ่นยนต์ดูดฝุ่นเท่านั้นครับ ทั้ง 2 อุปกรณ์นี้ ทำหน้าที่ดูดฝุ่นเช่นเดียวกัน แตกต่างกันที่ เครื่องดูดฝุ่นผู้ใช้ต้องดูดเอง เหนื่อยเอง แต่มีข้อดีตรงที่ เราสามารถควบคุมการดูดฝุ่นได้หลายจุดทั้งพื้น บนเฟอร์นิเจอร์ ฝ้าเพดาน หรือจุดใด ๆ ตามต้องการ ส่วนหุ่นยนต์ดูดฝุ่นมีลักษณะการทำงานแบบอัตโนมัติ ผู้ใช้เพียงเสียบปลั๊กและตั้งโปรแกรมการทำงานไว้ กระบวนการดูดฝุ่นจะเกิดขึ้นอัตโนมัติโดยผู้ใช้ไม่ต้องเหนื่อยแรง และสามารถดูดในพื้นที่เข้าถึงยาก อย่างใต้เตียง ใต้โซฟา หากให้แนะนำ ควรมีทั้ง 2 อุปกรณ์ครับ สำหรับผู้อ่านที่ต้องการหุ่นยนต์ดูดฝุ่น สามารถเลือกชมรุ่นอื่น ๆ เพิ่มเติม โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 9,490 บาท ได้ที่

ข้อมูลสินค้าเพิ่มเติม

เว็บไซต์ : www.irobotthailand.com | แฟนเพจ : fb.com/irobot.th

คุณคิดเห็นอย่างไรกับบทความนี้ ?

Advertorial

ดูทั้งหมด

โพสต์ล่าสุดในหมวด Advertise


โพสต์ล่าสุด