เมนู

อย่าดูถูกคุณป้าชาวสวนแก่ ๆ ที่ใส่เสื้อคอกระเช้า ขับมอไซค์

อย่าดูถูกคุณป้าชาวสวนแก่ ๆ 

ที่ใส่เสื้อคอกระเช้าและขับรถมอเตอร์ไซค์

คุณป้าสูงวัย อายุไม่ต่ำกว่า 70 ปี กำลังขับรถมอเตอร์ไซค์มาจากบ้านช่วงเวลา 5 โมงเย็น เพื่อมาตามที่ผมได้โทรนัดไว้ก่อนหน้านั้นไม่เกิน 5 นาที สถานที่นัดพบคือหน้าแปลงที่ดิน ที่ป้าได้ติดป้ายประกาศขาย หลังจากทักทายสวัสดีกันเสร็จแล้ว ป้าพาผมเดินเข้าชมสวนผลไม้ที่ได้ปลูกไว้ ภายในสวนมีพื้นที่ 1 ไร่ 2 งาน เต็มไปด้วยต้นมะพร้าว มะม่วง ลำไย เงาะ ลองกองทุเรียนและผลไม้อีกหลายชนิด ท้ายสวนมีเรือนไม้สักหลังเล็ก ๆ กลางน้ำ หลังสวนติดเหมืองมีน้ำไหลผ่าน แปลงที่ดินตั้งอยู่ท่ามกลางวิวภูเขาของ อ.แม่ริม ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่า เป็นอำเภอขวัญใจ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่มาอยู่อาศัยในเชียงใหม่เป็นอันดับ 1 ก็ว่าได้

ผู้เขียน : อภิสิทธิ์ สุธาประดิษฐ์


ขายที่ดิน แม่ริม แม่แรม
พูดคุยกันไป ชมสวนกันไป ผมเริ่มถามถึงราคาที่ดินแปลงดังกล่าว ป้าบอกว่าขายราคา 6 ล้านบาท คิดคร่าว ๆ ตก ตร.ว. ละ 10,000 บาท ซึ่งราคานี้เทียบเท่าแล้วใกล้เคียงกับที่ดินชานเมืองเชียงใหม่ เดินชมกันไปเรื่อย ๆ ผมพยายามถามถึงบริเวณใกล้ ๆ ว่ามีใครอยู่บ้าง ป้าเล่าให้ฟังว่า “ข้าง ๆ ที่ดินผืนนี้แต่ก่อนก็เป็นของป้า ขายให้ฝรั่งไป ปัจจุบันเค้าสร้างบ้านพักตากอากาศและเปิดเป็นรีสอร์ทเล็กๆ ส่วนอีกด้านแบ่งให้น้องสาวเค้าอยู่อาศัย ส่วนแปลงด้านหน้านี้เพิ่งขายไปสัปดาห์ก่อน 12 ล้านบาท ส่วนด้านหลังเป็นของฝรั่งเช่นกัน เค้าซื้อเก็บไว้ โดยรวมแล้วรอบ ๆ ที่ดินแปลงที่จะขาย ล้อมรอบไปด้วยฝรั่งเกือบทั้งหมด และอดีตโซนนี้เคยเป็นของป้ามาก่อน”

ผมพยายามพูดต่อรองราคา ซึ่งป้าไม่มีท่าทีใด ๆ ที่จะลดให้ได้ การพูดคุยของป้าดูเป็นมืออาชีพที่น่าจะมีประสบการณ์การขายที่ดินมามากพอสมควร จึงรับมือกับกลยุทธ์การต่อรองราคาได้อย่างไม่สะทกสะท้านใด ๆ

ผมถามถึงค่าธรรมเนียมการโอน ป้าถามกลับมาว่า.. “จะให้ป้าโอนให้อีกหรอ ค่าโอนไปจัดการกันเองนะ ป้าขอเงินเข้ากระเป๋า 6 ล้านบาทถ้วนเลย” ซึ่งนับว่าหาได้ยากมากครับ กับการขายที่ดินแล้วให้ผู้ซื้อรับผิดชอบค่าธรรมเนียมทั้งหมด โดยปกติผู้ขายจะออกให้ หรืออย่างมากก็แบ่งจ่ายคนละครึ่ง

คุย ๆ กันไป ผมถามถึงโฉนดที่ดิน แต่ป้าลืมเอามา จึงถามป้าไปว่า บ้านป้าอยู่ไกลมั้ย หากไม่ไกลผมจะขอขับรถไปดูที่บ้านก็ได้ จะได้ดูภาพรวมของโฉนด เพื่อเห็นรูปทรงที่ดิน

เรือนไม้สัก กลางน้ำ

ป้าขับมอเตอร์ไซค์นำหน้าไป ผมขับตาม 
จนกระทั่งถึงหน้าบ้านป้า

ความจริงบ้านหลังนี้ ผมเคยขับผ่านหลายครั้งแล้วครับ บรรยากาศบริเวณหน้าบ้าน มีน้ำไหลผ่าน จัดสวนไว้อย่างร่มรื่น บริเวณรอบ ๆ เป็นท้องทุ่งนาเล็ก ๆ และวิวภูเขา แต่ในขณะเดียวกันอยู่ไม่ห่างจากถนนใหญ่สายแม่ริมเท่าไหร่นัก

พื้นที่บ้านถูกกั้นไว้ด้วยประตูรั้ว ตัวบ้านแทรกตัวอยู่ภายในสวน เต็มไปด้วยไม้ดอก ไม้ประดับ และสวนผลไม้ ผมประเมินด้วยสายตา บ้านหลังนี้พื้นที่ใช้สอยประมาณ 400-500 ตร.ม. เป็นบ้านหลังใหญ่ที่ป้าอยู่กับลุงแค่สองคน โดยมีลูกชายคนเดียว อาศัยอยู่ในเมืองเชียงใหม่ จะกลับมาอยู่แม่ริมแค่วันหยุดเท่านั้น

ผมได้แต่อึ้งกับขนาดของบ้านและบริเวณที่ดินประมาณ 7 ไร่ พร้อมเอ่ยชมไปว่า บ้านสวยมากครับ ป้าจึงบอกว่า บ้านหลังนี้ป้าขายด้วยนะ หากสนใจก็ซื้อได้ ป้าตั้งราคาขายอยู่ที่ 60 ล้านบาท ประเมินคร่าว ๆ ทรัพย์สินของป้า เท่าที่ผมทราบตอนนี้ ที่ดินที่เคยขายไปแล้ว และกำลังขาย รวมทั้งบ้านที่กำลังประกาศขาย รวมมูลค่าขั้นต้นประมาณ 70 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ แม้แต่นักลงทุนรายเล็ก ๆ ก็ยากยิ่งจะหามาได้

ผมขับรถกลับบ้านด้วยความอึ้ง พร้อมกับเกิดความคิดขึ้นมาว่า ชาวบ้าน ชาวสวน ที่เราเห็นทั่ว ๆ ไป เหมือนจะเป็นคนลำบากยากจน ความจริงแล้วเค้าอาจจะไม่ได้ลำบากเลยก็เป็นได้ ในทางกลับกัน ก็อย่างที่ผมเล่าให้ฟังหละครับ 

ปล. ฝากทิ้งท้าย

ในเนื้อหาชุดนี้ เป็นเนื้อหาในหมวด อสังหาฯ พาเพลิน โดยจะเล่าเรื่องราวอสังหาในรูปแบบเล่าเรื่อง หยิบประเด็นต่าง ๆ จากประสบการณ์จริงมาพูดคุย เนื่องจากผู้เขียนมีงานอดิเรกในการลงทุนบ้านและที่ดิน ช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ จึงเป็นช่วงเวลาตระเวนหาที่ดินแปลงสวย ๆ และจากช่วงระยะประมาณ 5 ปีมานี้ ราคาที่ดินหลายชุมชนขยับตัวสูงขึ้นมากกว่าเท่าตัว อาจเนื่องด้วยเทคโนโลยีออนไลน์ที่ทำให้ผู้คนเข้าถึงข้อมูลการซื้อขายง่ายยิ่งขึ้น และจุดนี้เองอาจเป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ชาวบ้าน ชาวสวน มีโอกาสทำเงินก้อนโตได้

แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้น คือความพร้อมด้านการวางแผนการเงิน เพราะหากได้เงินก้อนใหญ่มาแล้ว แต่ไม่สามารถจัดสรรได้ ท้ายที่สุดจะไม่เหลือทรัพย์สินใด ๆ ให้ครอบครอง เผลอ ๆ ยังเป็นหนี้อีกเช่นเดิมครับ ขอยกตัวอย่างชาวบ้านในพื้นที่เขาใหญ่ ผู้เขียนเคยไปสำรวจที่ดินเขาใหญ่ในช่วงหลายปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่นักลงทุนทั้งรายใหญ่ รายเล็ก เข้าไปหาซื้อที่ดินชาวบ้านเพื่อสร้างบ้านพักตากอากาศและจัดสรรที่ดินทำโครงการ รีสอร์ท

เรื่องน่าเศร้าก็คือ ระยะแรกที่ชาวบ้านขายที่ดินได้ มีเงินก้อนหลักสิบล้านบาท แต่มาทราบภายหลังว่า ชาวบ้านบางส่วนหลังจากได้เงินก้อนแล้วใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย เพียงไม่กี่ปีก็กลับมาเป็นหนี้อีกครั้ง ซ้ำร้ายต้องมาเช่าที่ดินที่อดีตเคยเป็นของตนเอง เช่าเพื่อทำการเกษตรหาเลี้ยงชีพต่อไป การวางแผนการเงินจึงเป็นสิ่งที่ควรเรียนรู้ก่อนจะมีเงินก้อนใหญ่ครับ

อ่านเพิ่มเติม : รวยด้วยอสังหาริมทรัพย์ ฉบับมนุษย์เงินเดือน
ติดตามผู้เขียน : Abhisit Suthapradit



คุณคิดเห็นอย่างไรกับบทความนี้ ?

Advertorial

ดูทั้งหมด

โพสต์ล่าสุดในหมวด อสังหาฯ พาเพลิน


โพสต์ล่าสุด